ผอ.โรงพยาบาลวชิระยืนยันแพทย์พยาบาล มีมาตรการ ป้องกันโควิด – 19 อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับระดับประเทศ ยืนยันโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตยังคงเป็นศูนย์ในการควบคุมดูแลรักษาผู้เข้าข่ายสงสัย

0
116

วันนี้ (3 มี.ค.2563) นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายแพทย์ ธนิศ เสริมแก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และนายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ร่วมแถลงข่าว ประเด็น “หมอภูเก็ต” แจ้งความ ผอ. และ รองผอ.รพ.วชิระภูเก็ต ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป้องกันโควิด – 19 ณ ห้องประชุมฉัตรฟ้า ชั้น 6 อาคารบ้านคุณพุ่ม โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยมีแพทย์พยาบาลบุคลากรทางการแพทย์และสื่อมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก
นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตมีศักยภาพในการ เตรียมความพร้อมแนวทางในการปฏิบัติงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด – 19 และขนาดนี้จังหวัดภูเก็ตได้มีประกันประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อที่จะขอรับงบประมาณจำนวน 16 ล้านบาทมาดำเนินการในการ จัดทำห้อง แยกผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค เพิ่มอีก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวชี้แจงว่า ในประเด็น “หมอภูเก็ต” แจ้งความ ผอ. และ รองผอ.รพ.วชิระภูเก็ต ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป้องกันโควิด – 19 นั้น ในส่วนของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตได้มีการเตรียมความพร้อมแนวทางการปฏิบัติงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโกวิทนายน์ทีนโดยจะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์ที่มีความทันสมัยมีประสิทธิภาพ ในเรื่องของการแยกโรค ที่ได้มาตรฐาน ถูกต้องและเหมาะสม มีอุปกรณ์ป้องกันที่พอเพียงมีคุณหมอที่มีความสามารถเชี่ยวชาญ เฉพาะทาง จึงได้มีการ หารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต การรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19เป็นภารกิจของโรงพยาบาลศูนย์คือโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต มีการดำเนินการเช่นเดียวกับทุกจังหวัด ที่โรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัดจะต้องเป็นแม่ข่าย ในการควบคุมโรค การดูแลและเฝ้าระวัง ผู้ป่วยที่สงสัย ตามคำนิยามว่าจะติดเชื้อ โควิด-19 โดยโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตจะดำเนินการดูแล ในการดูแลผู้เข้าข่ายตามคำนิยามร่วมกับโรงพยาบาลถลางและโรงพยาบาลป่าตอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจให้กับ แพทย์ทั้ง 2 ที่แจ้งความเนื่องจากมีความต้องการอยากจะให้มีการเคลื่อนย้าย ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไปยังโรงพยาบาลถลาง ซึ่งหากมีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลถลาง ทั้งในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์รวมถึงประชาชนในพื้นที่อำเภอถลาง ซึ่งนำไปสู่ประเด็นที่สำคัญ ที่มาของการแจ้งความดังกล่าว

จึงขอชี้แจง ข้อแจ้งความทั้ง 5 ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1. ข้อเสนอที่ให้ผู้ต้องสงสัยโควิด 19 แยกไปรับการรักษาที่รพ.ถลาง ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ เพราะโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตมีความพร้อมในด้านการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญและมีห้องแยกที่พอเพียง ทั้งยังมีศักยภาพในการดูแลผู้ต้องสงสัยโควิด 19 ในกรณีอาการรุนแรงได้ดีกว่า ซึ่งขณะนี้ทั้งสามโรงพยาบาลได้ช่วยกันรับเคส PUI และยังบริหารจัดการได้ดี และเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์เสี่ยงหลายที่

ประเด็นที่ 2. การแจ้งความว่าไม่มีอุปกรณ์ การป้องกันที่เพียงพอ ขอยืนยันว่าอุปกรณ์ป้องกันอันตราย PPE มีให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้อย่างพอเพียงในทุกจุดที่ให้บริการ โดยมีการสนับสนุนกันระหว่างโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 11 ทั้งในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์ ระหว่างกัน ทั้งนี้ในส่วนของบุคลากรมีการสวมใส่ชุดป้องกันตามลำดับ ความสำคัญของความเสี่ยง มีมาตรการการล้างมือทำความสะอาด ขอยืนยันว่าอุปกรณ์ต่างๆมีความพร้อม ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นที่ 3 มีการแจ้งความว่ามีการนำผู้ป่วยที่ต้องสงสัย จากเอกชน มาทำการรักษา ในห้องไอซียู อายุรกรรมรวม มีการใช้เคาน์เตอร์พยาบาลร่วมกัน ในประเด็นนี้ขอชี้แจงว่า เคยมี เคสผู้ป่วยต้องสงสัยชาวจีน ซึ่ง ข้อมูล จริงๆ ผู้ป่วยเป็นโรค หัวใจล้มเหลว ซึ่งมีความจำเป็น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ดังนั้นมีความจำเป็นต้องมาเฝ้าสังเกตอาการ อยากได้ชีวิตที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จึงจำเป็นต้องให้เคสดังกล่าวเข้าไปอยู่ในห้องอายุรกรรมรวม ทั้งนี้ผลการตรวจผู้ป่วยดังกล่าวเป็นลบ ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นเพียงเขตเดียวส่วนผู้ต้องสงสัยตามคำนิยามรายอื่นเข้าสู่ห้อง ที่ทางโรงพยาบาล เตรียมไว้ ณ ตึกรัตนโกสินทร์ 200 ปี และใน.

ประเด็นที่ 4 แจ้งว่ามีการผู้ป่วยต้องสงสัย โควิด-19 และยังไม่ได้ดำเนินการวินิจฉัย จนถึงที่สุดไปนอนรวมกับผู้ป่วยรายอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ขอยืนยันว่าในประเด็นนี้ไม่เป็นความจริง โดยผู้ป่วยที่ต้องสงสัย โควิด-19 ทุกรายจะ เข้ารับการรักษาหน้าตึกรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีห้องรองรับทั้งหมด 19 ห้อง ซึ่งมีห้องน้ำในตัวเครื่องใช้ต่างๆ มีการแยกและทำความสะอาด ผู้ที่จะเข้าไปสัมผัสบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล ต้องมีการแต่งกาย อย่างมิดชิด เพื่อป้องกัน เป็นไปตามมาตรฐาน และโรงพยาบาลไม่เคย ให้ผู้ป่วยที่มีนัยยะ ความเสี่ยง โควิด-19 ไปปะปนกับผู้ป่วยอื่นๆ

และในมาตราการประเด็นที่ 5 มีการแจ้งว่าไม่มีการตรวจเจ้าหน้าที่ ที่ทำงาน ใกล้ชิดกับการควบคุมและรักษา โควิด-19 ในประเด็นนี้ขอเรียนว่านโยบายของ กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการเฝ้าระวังในเคส ของบุคลากรที่กลับจากต่างประเทศ ให้ดำเนินการกับตัวอยู่ที่บ้าน 14 วัน และใน รายที่กลับมา และสัมผัสกับผู้ป่วย และมีอาการไข้ ทุกราย ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะมีการดำเนินการ นำ เสมหะ ในโพรงจมูก ไปดำเนินการตรวจสอบ วินิจฉัยโรค ดังนั้นขอยืนยันว่าโรงพยาบาลมีมาตรการในการป้องกันบุคลากรทางการแพทย์อย่างสูงสุด และเป็นไปตามลำดับขั้นมีมาตรฐานที่มีความเหมาะสม ทั้งเรื่องของการสวมใส่ชุดป้องกันโรคการสวมหน้ากากอนามัย การทำความสะอาดล้างมือ ดังนั้นในวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มีการตรวจบุคลากรทางการแพทย์ทั้ง 2,500 คน ไม่สามารถดำเนินการได้

   ประเด็นที่ 6  มีการ แจ้งถึงกรณีไม่มีการจัดเตรียมสถานที่ รับผู้ป่วยฉุกเฉิน แยกจากผู้ป่วยที่ สงสัย  โควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางคืน ในประเด็นนี้ขอ เรียนว่า ทุกรายที่เข้ามาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตจะมี 2  กรณี คือกรณีที่ 1 ส่งมาจากโรงพยาบาลเอกชน หรือภายนอกโดยประสานผ่านมาทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการยืนยันว่าเหตุดังกล่าว ต้องเฝ้าระวัง  โควิด-19 โรงพยาบาลเมื่อได้รับแจ้งก็จะดำเนินการเตรียมห้อง นัดตึกรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีการนำ ผู้ต้องสงสัยดังกล่าว มาโดยรถพยาบาล และส่งไปยังตึก รัตนโกสินทร์ 200 ปีทันทีโดยผู้ป่วยจะไม่ผ่านพื้นที่ ผู้ป่วยอื่นๆหรือญาติของผู้ป่วยอื่นๆ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าระบบ การรับมือ การควบคุม โควิด-19 ของจังหวัดภูเก็ต ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานระดับประเทศ และมีประสิทธิภาพสูงสุด 

ดังนั้นประเด็นที่มีการแจ้งความถือเป็นข่าวลวง
ด้านนายแพทย์ ธนิศ เสริมแก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของตัวเลข ของผู้เข้าข่ายสงสัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนั้น เนื่องจากเป็นการควบคุมโรคในระดับ 3 ซึ่ง ควบคุมตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขดังนั้นการนำเสนอข้อมูลตัวเลขภาพรวมจะเป็นบทบาทของปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ได้รับมอบหมายดังนั้นหากสื่อมวลชนหรือประชาชนมีความสงสัยสามารถสอบถามได้ จากกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข.